วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

กรองแอร์นั้นสำคัญอย่างไร

หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่ารถรุ่นใหม่ เดี๋ยวนี้เค้ามีกรองแอร์แล้ว บางท่านทราบแล้วแต่อาจคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ ก็รถเราใช้มาตั้งหลายปีแล้วไม่เห็นมันจะเป็นไรเลย แล้วตกลงมันยังไงกันล่ะเนี่ย

โดยปกติแล้วระบบแอร์ในรถยนต์จะทำงานโดยให้พัดลม (Blower) เป่าอากาศไปที่คอยล์เย็น (Evaporator) แล้วลมจะเป็นตัวนำพาความเย็นจากคอยล์แอร์ มายังผู้โดยสาร (บางระบบจะให้พัดลมดูดความเย็นแล้วเป่าไปที่ผู้โดยสา ร) เมื่อใช้ไปนานๆ ฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น เกสรดอกไม้ เส้นผม ขนสัตว์ เศษใบไม้ ใบหญ้า จะเข้าไปติดอยู่ที่คอยล์เย็น เกิดผลให้
1.ลมที่พัดมายังผู้โดยสารเบา แอร์ไม่เย็น ทำให้ต้องเร่งพัดลมแอร์ เร่งความเย็นมากขึ้น เป็นผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น
2.สิ่งสกปรก และเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมอยู่ตรงคอยล์เย็น เล็ดลอดมายังผู้โดยสาร ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ คัดจมูก ในบางคน
3.เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านั้นไปเกาะคอยล์เย็นมากๆ บางครั้งเกาะจนแข็ง ตอนใช้งานปกติก็ไม่เป็นอะไร
แต่เมื่อถึงเวลาไปล้างแอร์ ปรากฎว่าคอยล์เย็นรั่ว (ประมาณ 30-40% และขึ้นอยู่กับความสกปรกของตู้แอร์) เนื่องจากสิ่งสกปรกเหล่านี้ ได้ไปกัดกร่อนแผงคอยล์เย็นทำให้เกิดรูรั่วโดยที่ฝุ่น เหล่านั้นอุดรูรั่วอยู่ แต่หลังล้างแอร์สิ่งสกปรกที่อุดรูรั่วเหล่านั้นถูกล้ างออกไป คอยล์เย็นรั่ว ทำให้แอร์ไม่เย็น


ดังนั้นวิศวกรยานยนต์จึงได้คิดค้น Air Filter เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นเกาะคอยล์เย็น โดยออกแบบตู้แอร์ ให้ใส่ Filter ได้ เพื่อให้ Air Filter กรองสิ่งสกปรก ก่อนที่จะเข้าไปถึงคอยล์เย็น


ประโยชน์ที่ได้จากการติดตั้ง Air Filter
-สามารถกรองฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ และเชื้อราในอากาศซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้
-ช่วยยืดอายุการใช้งานของคอยล์เย็นไม่ทำให้แอร์ตันจาก ฝุ่น ยืดระยะเวลาการล้างตู้แอร์
-ช่วยยืดอายุการใช้งานของคอมเพรสเซอร์แอร์ เนื่องจากตู้แอร์ไม่มีฝุ่น
จึงสามารถทำความเย็นได้เร็วขึ้น เป็นผลให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานน้อยลง
-ลดปัญหาเสียงดังอี๊ดอ๊าดจากการถอดเข้า-ออก ของคอลโซลเพื่อล้างตู้แอร์ในรถ
(รื้อออกมาล้าง ประกอบใหม่ อาจหลวม ไม่แน่นเหมือนเดิม)
-ทำให้เบาะและคอลโซลในรถยนต์ไม่หมองเร็ว เพราะฝุ่นละอองในอากาศ

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านนะครั บ

เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7776

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง

การนั่งขับรถในท่านั่งที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเมื่อยล้า แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่

เริ่มจากการปรับเบาะนั่งให้ได้ระยะเหมาะสม ปรับตำแหน่งพวงมาลัย และปรับมุมกระจกมองข้าง-มองหลัง นั่งให้เข่าอยู่สูงกว่าตะโพกเล็กน้อย งอข้อศอกเล็กน้อย ปรับพนักพิงให้เอนเล็กน้อย การนั่งชิดพวงมาลัยเกินไป ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ เพื่อต้องการมองด้านหน้าสุดของฝากระโปรงหน้า เพราะกลัวจะกะระยะไม่ถูกก็ไม่ควรทำ ควรใช้วิธีกะระยะเอาเอง เพราะท่านั่งที่งอข้อศอกมากเกินไปทำให้การหมุนพวงมาล ัยไม่คล่อง นอกจากนี้ หากเกิดอุบัติเหตุ แม้คุณจะคาดเข็มขัดนิรภัย ก็ยังเสี่ยงต่อการอัดเข้ากับพวงมาลัย เพราะเข็มขัดรั้งไว้ไม่ทัน ทั้งเสี่ยงต่อการปะทะกับถุงลมนิรภัยที่ยังพองตัวไม่เ ต็มที่ ซึ่งเท่ากับเป็นการโดนเสยกลับ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทีเดียว

การปรับเบาะและท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง มีผลมากต่อความปลอดภัยในการขับรถ รวมถึงความปลอดภัยเมื่อเกิดการชนด้วย การปรับเบาะที่ถูกต้องทำได้ไม่ยาก แค่ใช้ฝ่าเท้า เน้นว่าฝ่าเท้า ไม่ใช่ปลายเท้า เหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด หรือถ้าเป็นเกียร์ออโต้ก็ใช้ฝ่าเท้าเหยียบแป้นเบรก แล้วเลื่อนตัวเบาะนั่งให้เข่างอเล็กน้อย นั่นเป็นตำแหน่งของเบาะนั่งที่เหมาะสมบางคนชอบปรับเบ าะให้เอนมากๆ แล้วชะโงกตัวโหนพวงมาลัย จนหลังมาสัมผัสกับพนักพิงเต็มที่ เช่นนี้ก็ทำให้สูญเสียความฉับไวและแม่นยำในการควบคุม รถยนต์ เมื่อจะมองกระจกมองข้างและกระจกส่องหลังก็ต้องเบนแนว สายตามากขึ้น แถมยังทำให้เกิดความเมื่อยล้าเมื่อนั่งอย่างนี้นานๆ

การปรับพนักพิงที่ถูกต้อง จะต้องไม่เอนหรือตั้งเกินไป ถ้าปรับพอดี จะเช็คได้โดย ใช้มือซ้ายจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวา 3 นาฬิกา แล้วข้อศอกต้องงอเล็กน้อย แต่แผ่นหลังต้องแนบกับพนักพิงตลอดเวลา ปรับเสร็จแล้วลองเลื่อนมือไปวางไว้บนสุดของวงพวงมาลั ย แถวๆ ข้อมือต้องแตะกับพวงมาลัยจึงจะถูกต้อง ถ้าวงพวงมาลัยอยู่เลยไปถึงกลางฝ่ามือหรือโคนนิ้ว แสดงว่าปรับพนักพิงเอนเกินไป ถ้าวงพวงมาลัยอยู่ชิดเลยข้อมือเข้ามาแสดงว่านั่งชิดเ กินไป

หมอนรองศีรษะ ก็สำคัญ ควรปรับให้พอดี โดยให้เอนศีรษะแล้วพิงช่วงกลางหมอนพอดี แต่ศีรษะไม่ต้องพยายามพิงหมอนเวลาขับ เพราะหมอนรองศีรษะมีไว้รองรับเมื่อเกิดการชนแล้วศีรษ ะจะได้สะบัดไปด้านหลังน้อย ไม่ใช่ไว้พิงตอนขับ

เข็มขัดนิรภัย ถ้าปรับสูง-ต่ำได้ ก็ควรปรับต่อจากการปรับเบาะ จะได้พอดีกัน ที่ถูกต้องสายเข็มขัดนิรภัยต้องพาดจากไหปลาร้าเฉียงล งมาที่สะโพก ส่วนด้านล่างก็พาดอยู่แถวกระดูกเชิงกราน อย่าให้สายพาดคอ หรือห้อยเลยหัวไหล่ลงไป

พวงมาลัย ของรถรุ่นใหม่ๆ มักปรับสูงต่ำได้ ก็ควรปรับให้พอดี คือ ไม่สูงเกินไปเพราะจะเมื่อยเมื่อขับนานๆ และไม่ต่ำเกินไปจนติดต้นขา กระจกมองข้างและกระจกมองหลังเปรียบเสมือนตาหลังของคน ขับ กระจกมองข้างควรปรับไม่ก้มหรือเงยเกินไป และปรับให้เห็นด้านข้างของตัวรถเรานิดๆ อย่าให้เห็นแต่ทางด้านหลังล้วนๆ ส่วนกระจกมองหลังก็ปรับให้เห็นด้านหลังเป็นมุมกว้างท ี่สุด ไม่ใช่ปรับไว้ส่องหน้าตัวเองแบบที่หลายคนทำกัน

ทั้งหมดที่แนะนำต้องปรับตอนรถจอดนิ่งในที่ปลอดภัย อย่าปรับตอนขับรถหรือจอดบนถนน อันตราย ถุงลมนิรภัย หรือแอร์แบ็ก ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆ มักมีมาให้อย่างน้อย 1 ใบในฝั่งผู้ขับ ถุงลมนิรภัยจะพองตัวขึ้นเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ มีไว้รองรับร่างกายส่วนบนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ให้ปะทะกับพวงมาลัยหรือแผงหน้าปัดโดยตรง ช่วยลดความบาดเจ็บได้ แต่ก็ต้องมีการใช้งานที่ถูกต้องด้วย

สิ่งสำคัญในการขับรถที่มีถุงลมฯ คือ ต้องปรับเบาะและพนักพิงให้เหมาะสม อย่าให้ชิดเข้ามามากเกินไป คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และจับพวงมาลัยให้ถูกตำแหน่ง ถ้าปรับเบาะชิดไป และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างกายส่วนบนอาจปะทะกับถุงลมฯ ผิดจังหวะ คือ ปะทะตอนถุงลมยังพองตัวไม่สุด ร่างกายพุ่งไปด้านหน้าแล้วเจอกับถุงลมฯ ที่พุ่งสวนออกมา กลายเป็น 2 แรงบวกเจ็บหนักแน่

การจับพวงมาลัย ก็เกี่ยวข้องกับถุงลมฯ เพราะถ้าจับไม่ถูกตำแหน่งแขนอาจไปขวางทางการพองตัวขอ งถุงลมฯ ทำให้ถุงลมฯ ไม่ได้ทำงานตามที่ออกแบบมา

ส่วนรถที่มีถุงลมฯ ฝั่งข้างคนขับก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังไม่วางของขวา งทางถุงลมฯ และอ่านคำเตือนเรื่องถุงลมฯ ในคู่มือประจำรถอย่างละเอียดก่อนใช้งานด้วย ถุงลมนิรภัยจะช่วยลดความบาดเจ็บได้ก็ต่อเมื่อมีการใช ้งานอย่างถูกวิธี จำง่ายๆ ว่า อย่านั่งชิดเกินไป และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการขับรถ ไม่งั้นอาจกลายเป็นถุงลมมหาภัยได้

ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง
จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า คนไทยมีการจับพวงมาลัยผิดตำแหน่งกันมากกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ได้สำรวจอย่างจริงจัง แค่ลองนั่งริมถนนคอยดูคนขับรถผ่านไปเท่านั้น 3 สาเหตุที่ทำให้หลายคนปฏิบัติกันผิดๆ ก็คือ

1. เน้นความสบายของตนเองเป็นหลัก
2. จับพวงมาลัยตามใจชอบ ก็ไม่เห็นจะเกิดอุบัติเหตุเลย
3. ไม่มีใครบอกใครสอน ทั้งตอนหัดขับรถ หรือคนอื่นนั่งไปด้วย

ตำแหน่งที่ถูกต้องของการจับพวงมาลัย เมื่อเปรียบเทียบกับหน้าปัดนาฬิกา เพราะเป็นวงกลมเหมือนกันน่าจะเข้าใจกันได้ง่าย มือซ้ายอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวาอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกาส่วนตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา อนุโลมได้ แต่ไม่แนะนำ เพราะความแม่นยำในการบังคับควบคุมจะด้อยกว่าตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาซึ่งอยู่ครึ่งหรือช่วงกลางของวงพวงมาลัยพอดี
การกำพวงมาลัยสำหรับการขับรถบนเส้นทางเรียบ ไม่ใช่วิบาก ควรใช้นิ้วโป้งเกี่ยวช่วยด้วยเสมอ กำแน่นพอประมาณ แต่ไม่หลวมเกินไป ควรจับพวงมาลัย 2 มือ ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาอยู่เสมอ (แต่ไม่ถึงกับเกาหรือปรับวิทยุไมได้) อย่าชะล่าใจเมื่อเห็นเส้นทางโล่งๆ หรือเดินทางไกล เพราะถนนเมืองไทยมีหลุมโดยไม่ได้คาดหมาย หรือมีอะไรให้หักหลบฉุกเฉินได้เสมอ และหลังเปลี่ยนเกียร์แล้ว อย่าวางมือคาไว้บนหัวเกียร์ ให้ยกมือขึ้นมาจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามปกติ

อ่านแล้วนอกจากจะนำไปปฏิบัติ (เหมือนว่าบางคนจะแก้ไขยาก เพราะเคยชิน แต่ถ้าตั้งใจก็ไม่ยาก) ก็ควรเผยแพร่ออกไปเท่าที่ทำได้ เพราะไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามตำแหน่งที่บอก เกือบตลอดการขับ ถ้าขับทางไกลแล้วรู้สึกเมื่อย ก็แค่บีบข้อศอกเข้ามาแตะลำตัวเท่านั้นเอง ไม่ควรคิดว่าจับพวงมาลัยตำแหน่งแบบไหนๆ ก็ไม่เคยขับรถชน เพราะถ้าพลาดเพียงครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสนึกถึงการแนะนำนี้เลยก็เป็นได้

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

การเคลมประกันรถยนต์

วันนี้ว่าด้วยเรื่องเทคนิค การเคลมประกัน ที่ทุกคนควรจะรู้ครับ

  • ประกันชั้น 1 ไม่จ่ายในกรณีที่ขับๆรถไปแล้วรถยางแตก รั่ว แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยางแตกหรือ รั่ว เคลมประกัน จ่าย ครึ่งราคายางใหม่ เพราะฉนั้นถ้าขับรถไปยางแตกหรือรั่ว เปลี่ยนยางแล้วเก็บยางไว้ รอเกิดอุบัติเหตุแล้ว แจ้งความเสียหาย ว่า มียางแตกด้วย แต่ต้องสมเหตุสมผลด้วยนะครับ

  • ประกัน 3+ ไม่จ่ายเวลาชนกับอย่างอื่นที่ไม่ใช่รถ ถ้าชนเสา ชนประตู แนะนำว่าโทรตามเพื่อนที่มีแผลต้องซ่อม รอวันว่างๆ จัดฉากเลยครับ อย่าลืมคำนี้เด็ดขาด สมเหตุสมผลๆ

  • การเคลมประกัน ทำสีรอบคัน หลายคนชอบรอจนประกัน ใกล้ๆจะหมดแล้วก็ตามประกัน มาเคลมๆๆๆ โดนค่าเสียหายส่วนแรกบานครับ แถมน้องคนที่ทำเรื่องอาจซวยไปด้วย ฐานสมรู้ร่วมคิดครับ เทคนิค คือ ต้องวาง แพลนกันนิดหน่อย 2 อาทิตย์เรียกเคลมทีนึงครับ ฝั่งซ้ายก่อน อีก 2 อาทิตย์ ก็ฝั่งขวา แล้วก็ ด้านหน้า ด้านหลัง ไม่ควรเคลมเกินครั้งละ 5 จุด เน้นเฉพาะจุดใหญ่ๆนะ ใช้เวลา ไม่เกิน เดือนครึ่ง อาจจะไม่ครบทุกชิ้นแต่ ก็เรียบร้อยแล้ว เสร็จแล้วก็รวบรวมใบเคลม ทั้งหมด ไปที่อู่ที่รับเคลมประกันครับ บอกไปเลยครับว่าเนี่ยมีใบเคลมทั้งหมดเนี่ย ทำสีรอบคันเลยนะเฮีย ถ้าขาดไปชิ้น สอง ชิ้น ส่วนใหญ่จะไม่คิดเงินเพิ่มครับ

  • คนที่ขายประกันคุณ นี่ต้องตีซี้ แล้วก็ถามตรงๆเลยว่า เคสไหน เคลมประกันทำได้ เคลมประกันทำไม่ได้ เคสนี้ควรทำยังไง ถ้าเขาไม่ปกป้องผลประโยชน์ให้เรา เราก็ไม่ควรซื้อ ประกันเค้าครับ

  • ของแต่งรถแพงๆแจ้งไว้เลยครับ ยิ่งเปลี่ยนมาทีหลังยิ่งต้องรีบแจ้ง

  • ประกันไหนที่ไหนดี โทรถามอู่เลยครับ เฮียๆยี่ห้อไหนเฮียไม่รับรถมาทำบ้าง ประกันไหน ที่อู่ส่วนมากรับทำ ประกันนั่นแหละครับดี

  • ถ้าไม่เคลมทั้งปีเราต้องได้ส่วนลดขับดี ถ้าไม่มีแปลว่าคนขายเม้มแล้วละ

การทำอะไรที่มันไม่สุจริตมันไม่ดีนะครับ วิธีการนี้คุณรู้ ผมรู้ ประกันก็รู้ครับ แต่ส่วนมากจะปล่อยๆ ถ้ามันไม่มากจนเกินไป ถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆ แบบ "เฮ้ยเดือนนี้ตรูเบื่อสีเขียวขี้ม้าแล้ววะ เดี๋ยวๆเดือนหน้าเปลี่ยน เป็นสีขาวขี้หมาดีกว่าเฟร้ย" อันนี้มันก็ไม่ควรครับ ถ้าไม่ลำบากจริงๆก็ไม่แนะนำนะคร้าบบ

*บริษัทประกันภัย
ไม่มีกล้องวงจรปิด คอยส่องดูว่าเวลาเกิดเป็นอย่างไร เกิดจริงหรือไม่จริง หรือจะหาพยานรู้เห็นมาคอยตอบว่าเกิดเหตุ อย่างไร ก็คงลำบาก โดยหลักแล้ว บริษัทประกันภัย จะถือการให้ปากคำของ ผู้ขับขี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด คือ “สุจริต” หากบริษัทประกันภัย ตรวจสอบพบผู้ขับขี่โกหก หรือให้ปากคำอันเป็นเท็จ ประกันภัยก็อาจไม่รับผิดชอบได้ เวลาเคลม พนักงานเคลมก็ จะให้เรากรองข้อความในใบเคลมว่า
วันไหนเวลาใด ขับรถจากไหนไปไหน และเกิดอุบัติเหตุอย่างไรมีอะไรเสียหายบ้าง ซึ่งจริงๆเป็นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผู้ขับขี่บางคนก็ บอกมั่วๆไป โดยไม่เจตนา เพราะจำไม่ได้บ้าง เก็บแผลไว้นานมากแล้วต่อ
อายุประกันมา 3 ปี สนิมขึ้นแล้ว เพิ่งมาเคลมก็มี แต่ถ้ามันเป็นการเกิดเหตุจริงๆ ไม่ได้กระทำเองหรือเจตนาให้มันเกิดความเสียหาย นั้นก็ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์แน่นอน = ท่องไว้ครับต้องสมเหตุสมผลๆ

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

ยางหิ้วท่อขาด...อย่านิ่งดูดาย


ด้วย ความที่ท่อไอเสียต้องประสบกับอุณหภูมิสูงๆ ของไอเสียที่ไหลมาจากพอร์ทไอเสียตลอดเวลา (ที่เครื่องยนต์ทำงาน) วัสดุที่ใช้ในการผลิตจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นโลหะ ที่มีความสามารถในการทานทนต่อความร้อนสูงๆ ได้ดีกว่าและไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงจนเกินไป ยางหิ้วท่อที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างตัวท่อกับแชสซีส์จึงต้องรับ บทหนักไม่น้อย เพราะไหนจะต้องหิ้วท่อหนักๆ แล้ว ยังต้องถูกความร้อนรบกวนโดยตลอด และด้วยความที่ยางหิ้วท่อเป็นชิ้นส่วนที่มีอายุการใช้งานค่อนข้างยาวนาน ทำให้หลายต่อหลายคนละเลยซึ่งชิ้นส่วนนี้ไปเลย บางทีกว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อท่อไอเสียหลุดไปครูดพื้นแล้วก็มีครับ
การ ตรวจเช็คสภาพยางหิ้วท่อไอเสียแบบง่ายๆ นั้น สามารถที่จะทำได้เองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องทำในขณะที่ดับเครื่องมานานจนไม่มีความร้อนสะสมที่ตัวท่อแล้วนะครับ ขั้นตอนก็เพียงแค่ดันปลายท่อไปทางซ้ายหรือขวา ว่าชนกับขอบชนหลังหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ถ้ายางหิ้วท่อยังอยู่ในสภาพที่ดี มันจะรั้งปลายท่อเอาไว้ไม่ให้ขยับตัวมากเกินไป รวมไปถึงระยะห่างระหว่างปลายท่อกับขอบกันชนที่จะต้องไม่มีช่องว่างมากเกินไป เพราะถ้าห่างมากกว่าปกติ ก็มีสิทธิ์ที่ยางหิ้วท่อเริ่มเสื่อมสภาพแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะกับยางที่ต้องหิ้วหม้อพักไอเสียที่มักจะไปก่อนเพื่อน อันเนื่องมาจากต้องแบกน้ำหนักมากกว่าชิ้นส่วนอื่นๆ นั่นเองครับ
จริงๆ แล้วการเปลี่ยนยางท่อไอเสียนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ เพียงแต่มันจะต้องอาศัยฮอยสท์เพื่อยกรถให้สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การถอดและใส่ยางหิ้วท่อนั้นง่ายกว่านั่นเองครับ จริงๆ แล้วทำเองก็ได้ครับ แต่มันจะยุ่งยากตอนยกรถ, ซื้อ (ให้เหมือนของเดิม) และถอดยางหิ้วท่อเท่านั้นแหละครับ แต่ถ้าคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหาล่ะก็ ไปเตรียมยกรถขึ้นสามขาได้เลยครับ “นาย T” ต้องบอกไว้ก่อนเลยครับ ว่าจำนวนของยางหิ้วท่อของรถแต่ละรุ่นนั้นไม่เท่ากัน และรูปทรงของยางก็ไม่เหมือนกันด้วย เพราะฉะนั้นจะต้องเอาของเดิมเป็นหลักครับ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะเปลี่ยนไปพร้อมๆ กันเลย เพราะถ้าชิ้นนึงเสื่อม ชิ้นที่เหลือก็คงตามไปในไม่ช้าแน่นอน
ถ้า อยากให้เหนื่อยน้อยลง ต้องพึ่งแม่แรงติดรถครับ ทั้งนี้ก็เอาไว้ยกหม้อพักในขณะประกอบยางหิ้วท่อชิ้นใหม่นั่นเองครับ หลังจากที่รอจนเครื่องเย็นสนิท, ยกรถขึ้นและรองด้วยสามขาจนมั่นใจว่ามั่นคงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มุดเข้าไปดูยางหิ้ว
ท่อตัวต้นเหตุได้เลยล่ะครับ และก็
อย่างที่ “นาย T” บอกนั่นแหละครับ
ว่าส่วนใหญ่ชิ้นที่มักจะไปก่อนเพื่อน
ก็มักจะไม่พ้นตัวที่หิ้วหม้อพักไอเสีย
ในการถอดจะต้องพึ่งแม่แรงอย่างที่
“นาย T” บอก โดยให้แม่แรงมารับ
น้ำหนักแทนเรา โดยให้ยกหม้อพัก
ขึ้นในระดับปกติ ซึ่งจะช่วยให้เรา
ถอดยางหิ้วท่อได้ง่ายกว่า จากนั้นก็
ไปที่ร้านอะไหล่หรือศูนย์บริการได้
เลยครับ และไหนๆ ก็ลงทุนยกซะ
ขนาดนั้นแล้ว มุดเข้าไปดูยางหิ้วท่อ
ตัวอื่นๆ ซะทีเดียวก็จะดีครับ เพราะหากว่าตัวอื่นๆ มีอาการร่อแร่ ก็จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลายกขึ้นลงหลายๆ รอบ
เมื่อ ได้ยางหิ้วท่อชิ้นใหม่แล้ว ก็สามารถใส่แทนของเดิมได้ทันที การใส่ก็ง่ายๆ ครับ (ตราบใดที่แม่แรงยังดันหม้อพักอยู่) คือ ให้คล้องจุดยึดที่แชสซีส์ก่อน แล้วค่อยคล้องกับตัวหม้อพักอีกที จากนั้นจึงค่อยปล่อยแม่แรงตัวที่ดันหม้อพักลง แล้ว
ลองเช็คการให้ตัวของหม้อพักดู ว่า
กระชับหรือเหวี่ยงมาก -น้อยประการ
ใด และถ้าอยากลดภาระหรือทำให้
ปลายท่อให้ตัวน้อยลงล่ะก็ “นาย T”
มีทริ๊คเล็กๆ มานำเสนอครับ โดยใช้
เพียงแค่เคเบิ้ลไทพันรอบยางหิ้วท่อ
(ที่เป็นผิวเรียบ) ซึ่งขนาดที่ใช้ก็ขึ้น
อยู่กับความยาวของตัวยางหิ้วท่อนั่น
แหละครับ แต่แนะนำว่าให้ยาวซัก
12 นิ้วก็จะดีกว่า เพราะเส้นใหญ่จะ
รองรับน้ำหนักได้ดีกว่า โดยให้พัน
รอบๆ ยางหิ้วท่อ ซักประมาณ 3-4
เส้นต่อยางหิ้วท่อ 1 ชิ้น ซึ่งนอกจาก
จะ ช่วยรับน้ำหนักแทนยางหิ้วท่อแล้ว เรายังสามารถกำหนดความห่างของปลายท่อกับขอบกันชนได้ด้วย หรือพูดง่ายๆ ว่าสามารถกำหนดให้รั้งกว่าเดิม (ห้อยน้อยลง) ได้ด้วย แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ชิดกับขอบกันชนมากเกินไปด้วยนะครับ
ก็ อย่างที่ “นาย T” บอกนั่นแหละครับว่ายางหิ้วท่อนั้นเป็นชิ้นส่วนที่ใช้กันจนลืมไปเลย จนเราลืมไปว่านอกจากชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับกับการขับเคลื่อนโดยตรงอย่างยาง, เบรคหรือของเหลวต่างๆ แล้ว ก็ยังมีเจ้ายางดำๆ นี้อีก (หลาย) ชิ้นที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่าลืมตรวจเช็คการให้ตัวของหม้อพักไอเสียด้วยนะครับ เพราะหากยางหิ้วท่อขาดเมื่อไหร่ล่ะก็ งานเข้าไม่ใช่น้อยเหมือนกันนะนั่น

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

เลือกผ้าคลุมรถตามระดับการปกป้อง

เรื่อง สถานที่สำหรับการจอดรถนั้นค่อนข้างเป็นปัญหาสำหรับใครบางคนอย่างมาก เพราะหลายคนยอมทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้รถของตัวเองไม่ต้องถูกแสงแดด, มูลนก, ยางไม้หรือกระทั่งเม็ดฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากเบื้องสูง คงไม่มีใครที่พุ่งเป้าไปที่โล่งๆ กลางแจ้งเพื่อให้รถตัวเองเป็นผิวสีแทนหรอกนะครับ ในกรณีที่จอดแค่ประเดี๋ยวเดียวก็คงไม่เท่าไหร่ แต่หากต้องจอดในที่โล่งแจ้งเป็นระยะเวลานาน (ชนิดที่ว่าหาที่ร่มไม่ได้จริงๆ) แล้วล่ะก็ มันก็อาจจะต้องพึ่งตัวช่วยกันเล็กน้อย
“นาย T” เชื่อว่าหลายๆ คนนั้นมีผ้าคลุมรถสำหรับปกป้องรถสุดที่รักอยู่แล้ว เพราะถึงแม้จะมีหลังคาปิดมิดชิดเพื่อกันแสงแดดหรือฝนอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีฝุ่นละอองที่พร้อมจะเกาะแกะอยู่กับตัวรถตลอดเวลา ดังนั้นการคลุมรถด้วยผ้าคลุมรถอีกชั้นก็จะเป็นอีกปราการที่ช่วยปกป้องผิว สวยๆ ของรถให้ยังเงางามและเอี่ยมอ่องอยู่เสมอ (แต่ต้องล้างรถก่อนคลุมนะครับ) ด้วยความที่ผ้าคลุมรถนั้นผลิตขึ้นจากหลากหลายวัสดุ ซึ่งก็ยังผลให้สนนราคานั้นแตกต่างกันตามไปด้วย และก็เป็นธรรมดาที่ของดีนั้นมักไม่ค่อยถูกซักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็จะต้องเลือกวัสดุที่ใช้ผลิตเป็นผ้าคลุมให้เหมาะกับการปก ป้องอย่างที่คุณๆ ต้องการด้วยครับ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยครับว่าเราจะเลือกผ้าคลุมรถให้เหมาะกับรูปแบบการจอด อย่างไร ?
ใน กรณีที่ใช้คลุมเพื่อกันฝุ่นในร่ม ให้เลือกแบบที่เป็นผ้าสักหลาดหรือผ้าฝ้ายทั้งผืน (ว่าแต่บ้านเราจะมีหรือเปล่า ?) เพราะวัสดุดังกล่าวจะค่อนข้างหนักกว่าวัสดุอื่นๆ ซึ่งนั่นจะช่วยให้คงคุณสมบัติในการปกป้องรอยขีดข่วนได้ดีกว่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รักรถอย่างยิ่งยวด
เลือก ผ้าคลุมรถที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอสเตอร์และผ้าฝ้ายที่มีราคาถูกที่สุด เพราะทั้ง 2 วัสดุดังกล่าวจะให้การปกป้องโดยรวมได้ค่อนข้างดี วัสดุดังกล่าวให้การปกป้องพื้นผิวของรถได้อย่างยอดเยี่ยม (จากผ้าฝ้ายด้านใน) สำหรับการจอดในที่ร่ม และยังสามารถป้องกันน้ำและแสงแดดได้ (จากโพลีเอสเตอร์) และที่สำคัญยังถ่ายเทอากาศได้ค่อนข้างดีอีกด้วยล่ะครับ
สำหรับ ผู้ที่ต้องการการปกป้องสูงสุด ต้องนี่เลยครับผ้าคลุมรถที่ผลิตจากเส้นใยอะครีลิค ที่สามารถปกป้องได้ในเกือบทุกสภาวะ ทั้งยังทนทาน, อายุการใช้งานยาวนาน และก็นุ่มนวลต่อผิวสีรถด้วย แต่ก็ต้องยอมรับเรื่องราคาที่สูงตามคุณภาพด้วยนั่นเองล่ะครับ
แต่ ถ้าทั้งหมดที่กล่าวมายังไม่พอสำหรับคุณ ก็ต้องเล่นแบบผ้าคลุมรถสั่งตัด ที่สามารถกำหนดสัดส่วนของตัวรถได้อย่างแนบสนิทที่สุด ทั้งยังสามารถเลือกวัสดุได้ตามอำเภอใจ และที่สำคัญคือสามารถเลือกได้ว่าจะคลุมในที่แจ้งหรือร่มด้วยนั่นเองครับ

อย่าเอานิสัยถูกไว้ก่อนมาเลือกซื้อผ้าคลุมรถเด็ดขาด เพราะถ้าราคาถูกเกินไป วัสดุก็มักจะให้การปกป้องไม่ดีเท่าที่ควรครับ ยิ่งหากต้องคลุมกลางแดดด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องมากกว่าราคาครับ
นอก จากแสงแดดที่คอยเลียสีรถให้ซีดจางแล้ว ยังช่วยให้คิ้วยางต่างๆ หรืออุปกรณ์ภายในห้องโดยสารกรอบ-แตกลายงาได้เร็วขึ้นด้วย ไม่นับรวมน้ำฝนที่ออกแนว “ฝนกรด” อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่อัดแน่นไปด้วยก๊าซพิษ จนทำให้ฝนกลายเป็นสารละลายที่เป็นอันตรายต่อสีรถไม่น้อย (ค่อยๆ ทำร้ายทีละนิดๆ) เช่นเดียวกับมูลนกที่มีฤทธิ์กรดเหมือนกัน แต่จะยึดติดได้นานและเอาออกยากกว่า นับเหตุผลต่างๆ นานาแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธผ้าคลุมรถยังไงเลยล่ะครับ ?

บทความจาก - E-toyotaclub.com